งูเหลือมกับเชือกกล้วย


เชลซี ต้องระส่ำในการรักษาอันดับ 4 ซะแล้ว เมื่อพวกเขาเปิดบ้าน แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขานำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น และหากพลาดอีกมีสิทธิ์โดนหลายทีมแซงหน้าแน่นอน
เชลซีแพ้ทางแมนยู

ต้องยอมรับว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด กลายเป็นกุนซือที่แพ้ทาง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไปแล้ว เพราะเจอกัน 3 แมตช์ในฤดูกาลนี้ (ลีก 2 เกม, คาราบาว คัพ 1 เกม) โดยแมตช์นี้ครึ่งแรกเจ้าบ้านเล่นได้ดีมีโอกาสเยอะแต่การจบสกอร์ไร้ความเฉียบคม ขณะที่ “ผีแดง” โอกาสไม่เยอะแต่สามารถเบิกประตูขึ้นนำได้ก่อน .

    ขณะที่ครึ่งหลังต้องชื่นชอบ โซลชา ในการแก้เกม เพราะพวกเขาสามารถกด เชลซี ได้พอสมควร แม้ว่าจะโดน “สิงโตน้ำเงินคราม” สวนกลับให้เสียวเป็นบางครั้ง แต่ต้องชื่นชอบคู่เซนเตอร์แบ็ก เอริก ไบยี่ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขา

    นอกจากนี้ระบบ “วีเออาร์” ต้องได้รับคำชื่นชมด้วยเช่นกัน เพราะมีความแม่นยำมากๆ แน่นอนว่าหากไม่มีเทคโนโลยีตัวนี้มาช่วย ผลการแข่งขันคงไม่น่าจะออกมาในรูปนี้

1. จุดเปลี่ยนลุ้นท็อปโฟร์
    เข้าช่วงโค้งสุดท้ายพรีเมียร์ลีกแล้ว แน่นอนว่าเกมระหว่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นไฮไลท์สำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของการลุ้นอันดับท็อปโฟร์ เพราะตอนนี้ต้องบอกเลยว่าชัยชนะของ “ผีแดง” น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลยทีเดียวย่อหน้า

    ก่อนเกมนี้ เชลซี รั้งอยู่อันดับ 4 มี 41 คะแนน แต่การเปิดรั้งสแตมฟอร์ด บริดจ์ แพ้ให้กับทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำให้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมต่อการเสียพื้นที่โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ซะแล้ว เพราะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จ่อคอหอยเพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น

จุดเปลี่ยนลุ้นท็อปโฟร์

 ขณะที่ “ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, แมนฯ ยูไนเต็ด ตามหลังเพียงแค่ 2 และ 3 คะแนนตามลำดับ ยังไม่หมดแค่นั้นความพ่ายแพ้ในเกมนี้ทำให้ เชลซี เก็บชัยชนะแค่ 1 แมตช์จาก 6 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก ขณะที่ “ผีแดง” สามารถเก็บชัยชนะทั้งเหย้า-เยือนในการเจอกับทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าทั้ง เอฟเวอร์ตัน, วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ และ อาร์เซน่อล ต่างเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะหากทีมอันดับเหนือกว่าพวกเขาเกิดสะดุ้งเหมือนที่ เชลซี สะดุ้ง โอกาสย่อมกระเด็นมาหาทีมเหล่านี้ก็เป็นไปได้
 


2. มาร์กซิยาล-วาน บิสซาก้า เริ่มเข้าขากัน
    อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ อารอน วาน-บิสซาก้า มักจะโดนวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการเล่นที่ไม่ค่อยเข้าใจกัน เพราะทั้งสองคนแทบจะไม่มีการเล่นที่ประสานงานกันเลย และบ่อยครั้งที่เวลาทีมเติมเกมบุกขึ้นมาทางฝั่งขวา แต่บทสรุปก็คือการเปิดเข้ากลางที่ไร้ประโยชน์

    สำหรับวาน บิสซาก้า อาจจะได้รับคำชื่นชมจากการเล่นเกมรับที่เก่งเหลือเกิน แต่เรื่องเกมรุกแทบไม่มีอะไรโดดเด่น ขณะที่ มาร์กซิยาล ต้องบอกว่าโดนวิจารณ์หนักมากๆ เพราะเป็นกองหน้าที่ไม่ค่อยสร้างแรงกดดันใส่เกมรับของคู่แข่งมากนัก

มาร์กซิยาล-วาน บิสซาก้า เริ่มเข้าขากัน

โดยเฉพาะในช่วงที่ทีมไม่มี มาร์คัส แรชฟอร์ด การพึ่งพา มาร์กซิยาล แทบจะไม่ค่อยได้ผล อย่างไรก็ตามในเกมนี้ทั้ง ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ กับ วาน บิสซาก้า เล่นกันได้เข้าขาพอสมควร และในจังหวะช่วงท้ายครึ่งแรก ดาวเตะเลือดผู้ดี โชว์ลีลาหลอก วิลเลี่ยน ก่อนโยนเข้ากลางอย่างแม่นยำให้ มาร์กซิยาล โขกเช็ดๆ ส่งบอลเขาไปซุกก้นตาข่าย

ผลงานในแมตช์นี้น่าจะทำให้ มาร์กซิยาล กับ วาน บิสซาก้า ค่อยๆ พัฒนาในเรื่องการเล่นที่เข้าขากันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฟูลแบ็กดาวรุ่ง น่าจะกล้าที่จะเติมเกมรุกมากขึ้น และอาจจะเป็นอาวุธเด็ดของเจ้าตัวในอนาคต แต่สิ่งสำคัญก็คือทั้งสองคนต้องรักษาสไตล์การเล่นให้คงเส้นคงวา

3. แฟร์นันด์ส โชว์ของ
    ทุกๆ สายตาต่างจับจ้อง บรูโน่ แฟร์นันด์ส หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินกระชากตัวมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อช่วงตลาดพ่อค้าแข้งรอบ 2 เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวลงเล่นเปิดตัวไปแล้วในเกมปะทะกับ วูล์ฟส์ และได้รับคำชื่นชอบมากๆ

    สำหรับผลงานในการมาเยือนถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นการยืนยันว่า “ผีแดง” ทำถูกแล้วที่ยอมควักกระเป๋าเพื่อดึง ดาวเตะชาวโปรตุกีส รายนี้มาร่วมทีม เพราะเจ้าตัวช่วยสร้างความแตกต่างในแผงกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด รวมไปถึงการเล่นลูกตั้งเตะที่อันตรายมากขึ้น

แฟร์นันด์ส-โชว์ของ


แม้ว่าในช่วงครึ่งแรก แฟร์นันด์ส อาจจะต้องเจอกับความยากลำบากในการปั้นเกม แต่เจ้าตัวก็พยายามที่จะครองบอล และกระชากลากเลื้อยเพื่อสร้างปัญหาให้กับเกมรับของ “สิงห์บลูส์” และก็ได้ผลพอสมควร เพราะกองหลังเจ้าตัวต้องหยุดเขาด้วยการทำฟาวล์ย่อหน้า

    ในส่วนของลูกตั้งเตะต้องบอกเลยว่าเป็นทีเด็ดสำหรับ แฟร์นันด์ส โดยเขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นมือฉมังในการยิงฟรีคิกโดยมีโอกาสปั่นหนีกำแพงแต่น่าเสียดายที่บอลดันไปแม่นเสาไม่งั้นคงได้เฮกันไปแล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าตัวทำแอสซิสต์แรกได้สำเร็จด้วยการเปิดเตะมุมให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งทำประตูที่สองให้ทีมขึ้นนำ

    ตอนนี้ต้องบอกว่าการเล่นลูกตั้งเตะคงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของ แฟร์นันด์ส เพราะสามารถขู่คู่แข่งได้ตลอด ส่วนในการเล่นจังหวะโอเพ่นเพลย์งานนี้ จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส น่าจะค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

4. วีเออาร์แม่นยำ
    บรรดาแฟนบอล และนักเตะกับสตาฟฟ์โค้ชในซุ้มม้านั่งสำรองฝั่งเชลซี ต่างออกอาการเดือดดาลสุดๆ เมื่อเห็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ชักเท้าใส่ มิชี่ บาตชูอายี่ บริเวณริมเส้นข้างสนามในช่วงครึ่งแรก แน่นอนว่าฝั่งเจ้าบ้านต่างมั่นใจว่า กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก ต้องโดนใบแดง

วีเออาร์แม่นยำ

    ในเรื่องของการทำหน้าที่ของ “วีเออาร์” ต้องบอกเลยว่าแม่นยำมากๆในแมตช์นี้ เพราะหากไม่ได้เทคโนโลยีตัวนี้เข้ามาช่วยเกมนี้คงจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 เพราะทั้งสองประตูที่ เชลซี ได้จาก คูร์ท ซูม่า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ สองผู้เล่นสำรองในเกมนี้ โดนริบเรียบวุธ โดยลูกแรกแข้งเจ้าบ้านทำฟาวล์ก่อน ส่วนลูกที่สอง แข้งจอมเก๋าเลือดเฟร้นช์ เท้าล้ำหน้า !!

  อย่างที่บอกเอาไว้หากเป็นสมัยที่ไม่มี วีเออาร์ เกมนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากกรณีของ แม็กไกวร์ รวมไปถึงการเสีย 2 ประตูในครึ่งหลังด้วย

5. แม็กไกวร์-ไบยี่ คู่นี้ใช่เลย
    ในฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้งาน วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กคู่ แม้ว่าผลงานส่วนตัวของทั้งสองค่อนข้างน่าพอใจ แต่เมื่อจับคู่กันแล้วผลงานกลับตาลปัตร และกลายเป็นว่าทีมมักจะมีปัญหาในการเล่นเกมรับเป็นประจำ

    อย่างไรก็ตาม โซลชา ตัดสินใจครั้งสำคัญในการส่ง เอริค ไบยี่ ลงเล่นตัวจริง โดยจับคู่กับ แม็กไกวร์ ซึ่งกลายเป็นว่าเกมรับของทีมแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองคนมีความเข้าใจกันและกัน โดยเฉพาะ ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่ช่วยตัดจังหวะสำคัญๆ ได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจังหวะยิงประตูของ มาเตโอ โควาซิช ที่ ไบยี่ วิ่งมาบล็อกได้ทันเวลาไม่งั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเสียประตู

แม็กไกวร์-ไบยี่-คู่นี้ใช่เลย

ขณะเดียวกันในส่วนการเล่นจังหวะตั้งเตะ จะเห็นได้ชัดว่า ไบยี่ กับ แม็กไกวร์ จะยืนอยู่ใกล้ๆ กันบริเวณเขตโทษเพื่อทำให้แนวรับของ เชลซี ต้องสับสนว่าจะวิ่งตามประกบใครดี และแน่นอนว่าแผนนี้ได้ผล เพราะทำให้ กองหลังทีมชาติอังกฤษ โหม่งทำประตูได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประตูแรกในลีกภายใต้สีเสื้อ “ผีแดง” ถือเป็นการปลดล็อกเจ้าตัวด้วย

    แน่นอนตอนนี้ โซลชา คงมองเห็นคู่เซนเตอร์แบ็กแห่งอนาคตของทีมแล้ว เพราะหาก ไบยี่ ฟิตสมบูรณ์ เขาสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งได้แน่นอน และยิ่งจับคู่กับ แม็กไกวร์ น่าจะเป็นสองแนวรับในฝันสำหรับสาวก “เร้ด อาร์มี่”